ดีเดย์ 22ก.ย.นี้!“กรุงไทย”เปิดชำระเงิน “ไทย-สิงคโปร์”ด้วยคอวอาร์โค้ดผ่าน “Krungthai NEXT”รายแรก

  • ที่ร้านค้าในเครือข่าย NETS-PromptPay QR Code 
  • คุ้มค่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีที่สุด

วันที่ 20 ก.ย.2564 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารประสบความสำเร็จในการพัฒนาบริการ QR Cross-Border Payment  เพื่อให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการข้ามประเทศระหว่างไทยและสิงคโปร์ ผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) เป็นธนาคารแรกในประเทศ  โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นธนาคารที่รับผิดชอบการชำระดุลธุรกรรมระหว่างประเทศ (Settlement Bank) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางประเทศสิงคโปร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระหว่างประเทศให้สามารถเชื่อมโยงภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จในการพัฒนา QR Code มาตรฐานในประเทศไทย เพื่อให้การชำระเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพ  สอดคล้องกับแผนงานด้านการชำระเงิน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 Ecosystem หลักที่ธนาคารมุ่งยกระดับการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม 

ทั้งนี้ การชำระเงินข้ามประเทศด้วย QR Cross-Border Payment  มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย สามารถทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศสิงคโปร์ได้ง่าย เพียง สแกน QR Code ของ NETS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลรายใหญ่ครอบคลุมกว่า 80% ของร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศสิงคโปร์ ขณะที่ลูกค้าของธนาคารในสิงคโปร์ที่เข้าร่วมบริการเช่น DBS, UOB และ OCBC สามารถใช้แอปพลิเคชั่นของธนาคารนั้นๆ เพื่อสแกน QR Code มาตรฐานของประเทศไทย ในการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆในประเทศไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยเช่นเดียวกัน โดยเริ่มเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน นี้เป็นต้นไป

“เชื่อมั่นว่าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะปกติ และมีการเปิดประเทศมากขึ้น รวมทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัว จะส่งผลให้การใช้บริการ QR Cross-Border Payment ระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ เป็นไปอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า และร้านค้าในการรับและจ่ายเงิน ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าได้  นับเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”