ดาวโจนส์ปิดลบ 236จุด ตลาดกังวลเศรฐกิจถดถอย-เงินเฟ้อพุ่ง

  • นักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง
  • ตลาดกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกดเศรษฐกิจร่วง
  • ผลประกอบการที่ออกมาต่ำกว่าคาดในหลายบริษัทกดดันดัชนีให้ปิดแดนลบ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ยังร่วงไม่หยุด ปิดตลาดวันที่ 19 พ.ค.ที่ 31,253.13 จุด ลดลง 236.94 จุด หรือ -0.75%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,900.79 จุด ลดลง 22.89 จุด หรือ -0.58% ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก คอมโพซิส ปิดที่ 11,388.50 จุด ลดลง 29.66 จุด หรือ -0.26%

เทอร์รี แซนด์เวน นักวิเคราะห์จากบริษัทยูเอส แบงก์ เวลธ์ แมเนจเมนท์ คาดว่าตลาดจะเผชิญกับความผันผวนต่อไปอีกจนถึงช่วงฤดูร้อน

บรรยากาศการซื้อขายจะถูกกดันโดยปัจจัยลบจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อและความกังวลที่ว่า การที่เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า มีโอกาส 35% ที่เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยในอีก 2 ปีข้างหน้า ขณะที่เวลส์ฟาร์โกคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเล็กน้อยในช่วงสิ้นปี 2565 จนถึงต้นปี 2566

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอการฟื้นตัวเป็นอีกความกังวลของตลาดหุ้นสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 21,000 ราย สู่ระดับ 218,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ราย

ทางด้านสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 2.4% สู่ระดับ 5.61 ล้านยูนิตในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2563 โดยได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของราคาบ้านและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

ขณะเดียวกันผลประกอบการของหลายบริษัทที่ออกมาต่ำกว่าคาด เป็นอีกปัจจัยลบที่ทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน

หุ้นซิสโก ซิสเต็มส์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และเป็น 1 ใน 30 หลักทรัพย์ที่คำนวณในดัชนีดาวโจนส์ ปิดร่วงลง 13.73% หลังบริษัทเปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 3 ของปีงบการเงิน 2565 อยู่ที่ 87 เซนต์ ใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 86 เซนต์ 

ทั้งนี้ ซิสโก ซิสเต็มมีรายได้อยู่ที่ 1.284 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 1.334 หมื่นล้านดอลลาร์และคาดการณ์ว่า กำไรต่อหุ้นในไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 76-84 เซนต์ ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 92 เซนต์ และคาดว่ารายได้จะลดลงราว 5.5% โดยบริษัทระบุว่าสงครามในยูเครนและมาตรการล็อกดาวน์ในจีนได้ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น และทำให้บริษัทเผชิญปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนที่จำเป็นต่อการผลิต

หุ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกถูกเทขายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลที่ว่าภาวะเงินเฟ้อได้เริ่มส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก ทั้งนี้ หุ้นทาร์เก็ต ร่วงลง 5.06% หุ้นเบสท์ บาย ดิ่งลง 3.04% หุ้นวอลมาร์ท ร่วงลง 2.74%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงถูกเทขายเช่นกัน โดยหุ้นแอปเปิล ร่วงลง 2.46% หุ้นไมโครซอฟท์ ลดลง 0.94% หุ้นอัลฟาเบท ร่วงลง 1.35% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี ดิ่งลง 2.32%

อย่างไรก็ตาม หุ้นโคห์ลส์ คอร์ป ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ปิดตลาดดีดตัวขึ้น 4.72% หลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในช่วงแรก ภายหลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 11 เซนต์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 70 เซนต์ และได้ปรับลดคาดการณ์กำไรต่อหุ้นในปีนี้ลงสู่ระดับ 6.45-6.85 ดอลลาร์ จากเดิมคาดการณ์ที่ระดับ 7.00-7.50 ดอลลาร์