ดาวโจนส์กลับมาเคลื่อนไหวแดนลบกว่า 200 จุด กังวลยอดค้าปลีกหดตัว

.นักลงทุนกังวลคนใช้จ่ายหด ยอดค้าปลีกดิ่ง ผลกระทบโอมิครอน
.มีแรงเทขายหุ้นในหลายกลุ่มออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่มีแรงซื้อหุ้นเทคโนโลยี
.หุ้นซิตี้กรุ๊ปร่วงลงกว่า 3% หลังธนาคารเปิดเผยกำไรดิ่งลงอย่างหนักในไตรมาส 4/64

เมื่อเวลาประมาณ 22.05 น.ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวที่ 35,912.59 จุด ลดลง 201.03 จุด หรือ -0.56%
ดัชนีแนสแด็ก คอมโพซิส เคลื่อนไหวที่ 14,832.17 จุด เพิ่มขึ้น 25.36 จุด +0.17% ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เคลื่อนไหวที่ 4,649.14 จุด ลดลง 9.89 จุด หรือ -0.21%

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกดิ่งลง 1.9% ในเดือนธ.ค. ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19, การขาดแคลนสินค้า รวมทั้งราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของผู้บริโภค ส่วนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าทรงตัวในเดือนดังกล่าว หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนพ.ย.

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร ร่วงลง 3.1% ในเดือนธ.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.3% หลังจากลดลง 0.5% ในเดือนพ.ย.ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาเนื่องจากกังวลผลกระทบของโอมิครอน ต่อ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งราคาลดลงมากในช่วงก่อนหน้ากลับเข้ามาต่อเนื่อง

ผลประกอบการในกลุ่มธนาคารออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยราคาหุ้นซิตี้กรุ๊ปร่วงลงกว่า 3% หลังธนาคารเปิดเผยกำไรดิ่งลงอย่างหนักในไตรมาส 4/64 อันเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก กำไรของธนาคารยังถูกกระทบจาก “ผลกระทบก่อนหักภาษี” ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ จากการขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยในเอเชีย

ซิตี้กรุ๊ประบุว่า ธนาคารมีกำไรสุทธิลดลง 26% สู่ระดับ 3.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.46 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 4/64 จากระดับ 4.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.92 ดอลลาร์/หุ้นในไตรมาส 4/63 อย่างไรก็ดี ซิตี้กรุ๊ปมีกำไรสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจวาณิชธนกิจที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ หากไม่รวมผลกระทบจากการขายธุรกิจลูกค้ารายย่อยในเอเชีย ธนาคารมีกำไร 1.99 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.38 ดอลลาร์/หุ้น

ตลาดยังคงกังวล การออกมาแสดงความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด, นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก, นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย และนางแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เฟดยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

ขณะที่โกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือนก.ค.หรือเร็วกว่านั้น จากปัจจุบันที่พุ่งสูงกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์