ดัชนีดาวโจนส์ร่วง 292 จุด หวั่นรัฐบาลสหรัฐขึ้นภาษีนิติบุคคล

.ตลาดวิตกข่าวรัฐบาลสหรัฐจ่อขึ้นภาษีนิติบุคคล-ภาษีรายได้จากการลงทุน
.นักลงทุนขายหุ้น หวั่นรายได้ของบริษัทจดทะเบียนถูกกระทบ
ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด-รอประชุมเฟดลด-ไม่ลดQE

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดวันที่ 14ก.ย.ที่ 34,577.57 จุด ร่วงลง 292.06 จุด หรือ -0.84% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,443.05 จุด ลดลง 25.68 จุด หรือ -0.57% ดัชนีแนสแด็ก คอมโพซิส ปิดที่ 15,037.76 จุด ลดลง 67.82 จุด หรือ -0.45%

ตลาดได้รับแรงกดดันจากรายงานข่าวการปรับขึ้นภาษีนิติบุคคล ทำให้ตลาดปรับลงแรง แม้อัตราเงินเฟ้อจะออกมาต่ำกว่าคาดก็ตาม

มีรายงานว่สสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐสังกัดพรรคเดโมแครตได้เสนอให้มีการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (corporate tax rate) จากระดับ 21% สู่ระดับ 26.5% รวมทั้งเสนอให้ปรับขึ้นภาษีกำไรที่ได้จากการลงทุน (capital gains tax) และเงินปันผลขึ้นสู่ระดับ 28.8% ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณวงเงิน 3.5 ล้านล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า หากข้อเสนอการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านความเห็นชอบในสภาคองเกรสของสหรัฐ ก็จะทำให้รายได้ของบริษัทที่จดทะเบียนในดัชนี S&P500 ลดลง 5% ในปี 2565

ความกังวลดังกล่าวกลับปัจจัยบวกที่ว่า อัตราเวินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าที่คาดไว้ก่อนหน้า
โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ค. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 5.3% ในเดือนส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.4% หลังจากพุ่งขึ้น 5.4% ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2551

ดัชนี CPI ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดเป็นปัจจัยหนุนตลาดในช่วงแรก เพราะทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อย่างไรก็ดี ตลาดอ่อนแรงลงในเวลาต่อมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคค

นักลงทุนจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 21-22 ก.ย.นี้ รวมทั้งจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้

หุ้นทุกกลุ่มปรับตัวลดลง นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลง 1.55% โดยหุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ร่วงลง 1.86% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ลดลง 1.15% หุ้นเอ็กซอน โมบิล ร่วงลง 1.43% หุ้นเชฟรอน ดิ่งลง 1.82%

ดัชนีหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลง 1.41% หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 1.316% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ร่วงลง 2.71% หุ้นเจพีมอร์แกน ลดลง 1.75% หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ ดิ่งลง 2.39% หุ้นโกลด์แมน แซคส์ ร่วงลง 1.37%

หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มธุรกิจเรือสำราญและกลุ่มสายการบินต่างก็ร่วงลงเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ โดยหุ้นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ ดิ่งลง 2.16% หุ้นเดลต้า แอร์ไลน์ ร่วงลง 1.82% หุ้นคาร์นิวัล คอร์ป ลดลง 1.93% หุ้นรอยัล คาริบเบียน ครูส ร่วงลง 1.69%

บริษัทแอปเปิล อิงค์ เปิดงานอีเวนต์ประจำปีเมื่อวานนี้ และมีการเปิดตัว iPhone 13 รวมทั้ง iPad 9, iPad mini รุ่นใหม่ และ Apple Watch Series 7 อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นแอปเปิลปิดตลาดลดลง 0.96%