
- อดีตประธานและผู้บุกเบิก พรบ.สภาฯท่องเที่ยว ชี้เป้า!! ถึงเวลาเอกชนต้องรื้อโครงสร้างสภาฯใหม่ เปิดรับโลกยุคดิทิจัล ให้สิทธิ์ทุกสมาคมอย่างเท่าเทียม
- ยันวัตถุประสงค์ตาม พรบ.เน้นธุรกิจส่วนกลาง-ภูมิภาคเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่หนุนแตกแยก
- ย้ำดึงทุกฝ่ายร่วมทำพิมพ์เขียวท่องเที่ยวแทนการพูดแต่ Issue Base รายปัญหาช่วงวิกฤต
นายกงกฤช หิรัญกิจ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ร่วมบุกเบิกเพื่อให้มีพระราชบัญญัติ (พรบ.) ก่อตั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 ช่วงที่ได้ทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่าง พรบ.ฉบับนี้ด้วย ยุคนั้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีหลายภาคส่วนเกี่ยวเนื่องกัน แล้วเอกชนก็กระจัดกระจาย การนำเสนอความคิดไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้รัฐบาลยากที่จะคุยกับตัวแทนเอกชน ประเด็นนี้จึงทำให้ต้องรวบรวมธุรกิจที่เกี่ยวข้องเข้ามาพูดคุยเดินหน้าไปในทางเดียวกัน จากนั้นจึงเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันเรื่องต่าง ๆ ในนามของเอกชนอย่างแท้จริง
ปัจจุบันพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ใช้งานผ่านแล้วกว่า 22 ปี “โครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ขณะนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชนต่าง ๆเปลี่ยนแปลงไปมาก สมัยก่อนพูดกันแค่กรอบแคบ ๆภาครัฐกับภาคเอกชน แตกต่างจากสมัยนี้มี ภาคชุมชน ภาคสังคม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ดังนั้นจึงถึงเวลาที่จะต้อง “ทบทวน” ควรจะกำหนดรูปแบบนำไปสู่การปรับปรุงบทบาทของภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามความเป็นจริง วางบทบาทหน้าที่ให้องค์กร “สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” ควรจะต้องเป็น “ศูนย์รวมของภาคเอกชน” ทั้งหมด เพื่อจะได้ขับเคลื่อนมีปฏิสัมพันธ์กับภาคส่วนอื่น ๆทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคชุมชน ต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนสถานการณ์ขณะนี้เอกชนท่องเที่ยวก็มีกลุ่มใหม่เกิดขึ้นหลายกลุ่มในยุคดิจิทัลออนไลน์ ต่างจากเดิมแกนหลักที่มีมานานอย่าง สมาคมโรงแรมไทย สมาคมภัตตาคารร้านอาหาร สมาคมมัคคุเทศก์ สมาคมร้านค้าของที่ระลึก และสมาคมท่องเที่ยวต่าง ๆ
ดังนั้นจึงต้องกลับมาทบทวนใหม่ให้ “ตกผลึกทางความคิด” เรื่องที่ 1 โครงสร้างของสภาฯ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง โดยจะต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับ “เอกชนทุกกลุ่ม” อย่างเท่าเทียมกัน เพราะบทบาทของ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ควรเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แล้วท่องเที่ยวก็เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องผนึกกำลังกันจึงจะก่อให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการนำเสนอขายสู่ตลาดในประเทศและทั่วโลกได้ตามมาตรฐานสากลซึ่งเป็นสาระสำคัญที่สุดของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เรื่องที่ 2 เปิดรับโลกยุคใหม่ซึ่งมีดิจิทัล ออนไลน์ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย การค้าขายท่องเที่ยวเกิดแพลตฟอร์มต่าง ๆโรงแรมก็หันมาทำเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มช้อปปิ้งแบรนด์ดัง ๆ ของโลก ส่วนบริษัทนำเที่ยวต้องผ่าน OTA-Online Travel Agent
ดังนั้นวิธีปรับภารกิจเพิ่มให้สอดคล้องกับโครงสร้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในโลกยุคใหม่ ทางคณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ควรเปิดเวทีระดมความเห็นจากสมาชิก
เรื่องที่ 3 ควรจะเปิดประชุมใหญ่ทบทวนการใช้ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ เพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
นายกงกฤช กล่าวว่า ล่าสุดกรณีที่มี “สมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” 7 สมาคม แยกตัวไปจัดตั้งองค์กรใหม่คือ “สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย -FETTA :Federation of Thai Tourism Association” เอกชนส่วนกลางแยกตัวออกจากส่วนภูมิภาคนั้น น่าจะต้องทำเป็น “กรณีศึกษา” ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิด “การออกเสียงอย่างสมดุล” เพื่อจะสรรหา “คณะกรรมการ” ที่จะมาบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงจำเป็นหรืออาจจะต้องศึกษาดูความเหมาะสมให้เกิดความพอดีเพื่อจะตอบสนองโครงสร้างขณะนี้ภาคเอกชนท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไปมาก
ส่วนปรากฏการณ์ “แยกส่วน-แยกตัว” ของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระหว่าง “เอกชนส่วนกลาง” แกนหลักของประเทศ กับ “ส่วนภูมิภาค” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาคมในต่างจังหวัด นั้น

นายกงกฤช กล่าวว่า ตามหลักการของ พรบ.จัดตั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไม่ได้ปรารถนาให้เกิดปรากฏการณ์แตกแยกกันเป็นหลายกลุ่ม เพราะเป้าหมายตั้งแต่บุกเบิกก็เพื่อให้เกิด “ความเป็นหนึ่งเดียวกัน” เมื่อเกิดการแตกออกไปทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหารสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ต้องร่วมกันคิดเพื่อหาแนวทางการสร้างเอกภาพ ส่วนฝ่ายเอกชนที่แยกตัวไปก็น่าจะได้ทบทวนเพื่อดำรงภารกิจให้สภาท่องเที่ยวเดินหน้าได้ตามวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันหากมี “วัตถุประสงค์ใด” ไม่สอดคล้องกับแต่ละสมาคม ก็สามารถเสนอเพื่อขอแก้ไขตามเหตุและผลที่ถูกต้องได้ เป็นการแสดงพลัง “สงวนจุดร่วม” ภายใต้ พรบ.สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
การแตกแยกเป็นกลุ่มในจังหวะที่ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ” กำลังเผชิญความท้าทายจาก 1.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด 2.สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังชะลอตัวหรือถดถอยลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมการบริหารสภาฯ ควรดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของ พรบ.ฉบับนี้ นั่นคือทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันสร้างภาพลักษณ์เอกชนท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปในการเชื่อมปฏิสัมพันธ์กับภาครัฐและส่วนอื่นๆ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันได้หลายเรื่องสำคัญปัจจุบันและอนาคตต่อไป
ที่ผ่านมาก็เคยเกิดเหตุการณ์ “เอกชนมีความเห็นไม่ตรงกัน” แต่คณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ทุกยุคสมัยได้ใช้วิธีประคับประคอง แล้วเปิดพื้นที่ให้สมาคมต่าง ๆ ได้เสนอแนะความต้องการอย่างแท้จริง ทำให้การดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนภารกิจของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเช่นเดียวกับครั้งนี้ กรรมการบริหารก็จะต้องให้ทั้ง 7 สมาคมสมาชิก เปิดมุมมองแล้วร่วมกันแก้ไขอย่างจริงใจ
นายกงกฤช กล่าวถึงมุมมองเรื่องอนาคตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่จะก้าวไปเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโลก นั้นสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะต้องเพิ่มการลงทุนทำ “วิจัยและพัฒนา” ซึ่งยังดำเนินการน้อยมาก ตอนนี้ต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจังถึงการท่องเที่ยวควรมีทิศทางอย่างไร ทั้งของรัฐ เอกชน ประชาสังคม ชุมชน ที่ผ่านมาทำแต่Issue Base มองปัญหาเฉพาะเรื่องตอนวิกฤต แต่ไม่เคยมี “พิมพ์เขียว/แผนแม่บท” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ จะต้องเดินหน้าทำให้เกิดเป็นรูปธรรม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีพิมพ์เขียวท่องเที่ยวของประเทศที่เอกชนมองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็น การรุกตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เพิ่มการใช้จ่ายสูง เพิ่มวันพัก และอื่นๆ

เรื่องเหล่านี้จะต้องมีคณะกรรมการรับผิดชอบโดยเฉพาะ เพราะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงแบบไดนามิกหรือเคลื่อนตัวรวดเร็วมาก
นายกงกฤชกล่าวว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของทั่วโลกหันมาให้ความสนใจขยายตัวเที่ยวชนบท/ชุมชน เพิ่มมากขึ้นตอนนี้ประเทศไทยทำได้ค่อนข้างดี แต่ยังไม่ได้กระจายพื้นที่มากนัก เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเฉพาะบางชุมชนท่องเที่ยวเท่านั้นเติบโตได้ แต่ยังไม่ได้เห็นภาพชัดทั้งประเทศแบบเดียวกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางออกควรต้องตั้งต้นด้วยการทำ “วิจัยและพัฒนา” ผนวกกับการใส่เครื่องมือตามแผนหลักให้ภาคประชาสังคม ชุมชน เพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงได้ในอนาคตที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยและทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นมากขึ้นทุกปี
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่ง ใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen










