ชม “ลุงตู่”แก้ปัญหาโควิด-19 ได้ดี ยอมรับระบบสาธาณสุขไทยดีจริง..ไม่ได้คุย โดย “เศรษฐา ทวีสิน”   

ทิศทางประเทศไทย
โดย เศรษฐา ทวีสิน   

.ยอมรับระบบ healthcare ไทยดีจริง
.ยังมีศักยภาพที่ไม่ได้นำมาใช้อีกมาก

วันก่อนเห็นข่าวว่า พรก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท มีผลบังคับใช้แล้ว นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับทุกๆ คนที่ได้รับผล กระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผมเชื่อว่าทุกๆฝ่ายก็พยายามกันเต็มที่เพื่อที่จะให้มีการเยียวยาในวงกว้างมากขึ้น ขยายไปถึงผู้ที่มีอาชีพอิสระ  เกษตรกร  ผู้ประกอบการในอุต สาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ
   

ไม่มีใครรู้ว่าโควิท-19 จะยืดเยื้อหรือไม่ แต่เราคงไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้จบแล้วค่อยคิดว่าใน phase ต่อไป หลังจากการเยี่ยวยาแล้วทางรัฐบาลจะชี้นำในส่วนของนโยบายเพื่อการฟื้นฟูและการ สร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักและหมุนเวียนได้ดีอีกครั้งได้อย่างไร ที่สำคัญคือจะต้องมีการรีบทบทวนนโยบาย หรือกลยุทธ์ในการพัฒนาที่ร่างกันไว้ก่อนโควิท-19 ว่ายังจะตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนไปได้อยู่หรือไม่ อาจจะต้องมีการ reprioritize (จัดลำดับความสำคัญใหม่)กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่

ยกตัวอย่างเช่น ทางทีมสาธารณสุขของเรา ทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ระบบ healthcare ของไทยนั้นดีจริง เราจะสร้าง value added ตรงนี้ต่อได้ไหม หรือ food security ก็เป็นอีก sector หนึ่งที่เรามี untapped potential (มีศักยภาพที่ไม่ได้ใช้)อีกมาก ในช่วงที่ทั้งโลกหยุด lock down กัน เราเห็นธรรมชาติกลับมามีชีวิตชี วาขึ้นอีกครั้งเราจะปรับนโยบายอย่างไร ให้การพัฒนาประเทศอยู่คู่กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

  .ฐานะการคลังประเทศไทยดี
  .หนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ต่ำ

ผมคิดว่าการกำหนด direction (ทิศทาง)ตรงนี้สำคัญมากๆ นะครับ เพราะจะนำไปสู่การ allocate resources (จัดสรรทรัพยากร) ทั้งในส่วนทรัพยากรธรรมชาติ human resource และงบประ มาณของประเทศที่เรามีจำกัดได้อย่างถูกต้อง และคุ้มค่าที่สุด

แน่นอนครับ ไม่ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน รัฐบาลจะต้องมีการ raise fund (ระดมทุน)ผ่านการกู้เงินสูงขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งในส่วนที่จะต้องทำ fiscal stimulus (แรงกระตุ้นการคลัง) ผ่านการขาดดุลงบประมาณที่สูงขึ้นทุกๆปี โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทย under invest มานานเป็นสิบๆ ปี และเงินกู้สำหรับ พรก. 1 ล้านล้านบาท สรุป 2-3 ปีข้างหน้าจะต้องมีการกู้เงินหลายล้านล้านบาทต่อปี

ต้องบอกว่ายังโชคดีนะครับที่ประเทศไทยยังมี fiscal space (ฐานะการคลัง)ค่อนข้างมาก  เนื่องจาก มี debt to GDP (หนี้สาธารณะต่อจีดีพี) ตำ่ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ และที่สำคัญที่ผ่านมาตลาดการเงินภายในประเทศยังมีดอกเบี้ยที่ตำ่ สภาพคล่องสูง และ มีเสถียรภาพ จึงทำให้ ทั้งรัฐ และเอกชนมีแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้มาอย่างต่อเนื่อง
   

แต่การกู้เงินครั้งนี้เป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ของรัฐบาล เพราะเป็นวงเงินที่สูงมหาศาล และต้อง กู้ในช่วงที่ตลาดการเงินไม่ปกติ ผมจึงอยากเห็นการกระจายแหล่งเงินกู้ให้มากขึ้นครับ ซึ่งผมมองว่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะนำเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ มาใช้ในการกู้เงินของรัฐบาล

 .ตราสารหนี้ระดมทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม-สังคม
 .กู้เงินต่างประเทศไม่กระทบสภาพคล่อง
 


Sustainability bond (ตราสารหนี้ที่ระดมทุนไปใช้กับโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งส่ิงแวดล้อม และสังคม) ซึ่งรวมทั้ง green และ social (covid) Bond ก็เป็น option ที่น่าสนใจ ที่จะตอบใจทย์ทั้งในส่วนของการกระจายแหล่งเงินทุน แล้วยังเป็นการนำเงินกู้ไปลงในโครงการที่เป็น green ที่จะช่วยลด CO2 Emission (ข้อกำหนดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ในส่วนของทางด้านสังคมก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่นับวันมีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การเข้าถึง basic needs ต่างๆ อย่างเท่าเทียมของทุกคน ผมเห็นยังหลายประเทศออกเป็น covid social bond เลย

ที่สำคัญการออก sustainability bond ยังแสดงถึง commitment (สัญญา) ของรัฐบาลที่จะนำประเทศเข้าสู่เป้าหมายตามที่ได้ตกลงไว้ภายใต้ (United Nations SDGs: sustainability Development Goals) กรอบทิศทางการพัฒนาของโลกภายหลังปี ค.ศ.2015 และ Paris agreement (สนธิสัญญากรุงปารีส) ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลมี initative (คำเชิญชวน) ท่ีจับต้องได้แบบนี้ น่าจะชักจูงให้เอกชนทำเรื่องนี้มากขึ้นกว่าที่ทำกันอยู่อีกครับ
   

ผมมองว่ากู้เงินออกไปต่างประเทศบ้างก็ดีนะครับ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับสภาพคล่องในประเทศ ซึ่งถ้าหายไปจริงอาจจะนำไปสู่การเพิ่มภาระให้บริษัทเอกชนหลายๆ บริษัทที่กำลังประสบปัญหาการขาดกระแสเงินสด ถ้า yield (ผลตอบแทน) ขึ้นไปมาก เกิดไปจะทำให้ต้นทุนเอกชนสูงขึ้นไปอีก

.แนะรัฐบาลรีบดำเนินการ
.ก่อนเสียโอกาสให้ประเทศอื่น

เอาจริงๆ ส่วนตัว แสนสิริไม่มีประเด็นเรื่องนี้นะครับ ทั้งในส่วนของการ rollover (ทบยอด) หุ้นกู้และการดูแลพนักงานของเรา 2,000 กว่าคนให้รอด อย่างไรก็ดี ผมก็อดห่วงไม่ได้ครับเพราะมองในภาพรวบแล้วถ้ามี credit de fault (เครดิตเสียหาย) แล้ว เกิด domino effect (ผลกระทบเป็นลูกโซ่) จนตลาดการเงินมีปัญหา จะเดือดร้อนกันหมดครับ


จึงอยากเห็น sovereign issuance(ตราสารหนี้) ในตลาด  capital markets (ตลาดทุน) อีกครั้งครับ ตลาด USD เห็นออก bond กันยาวถึง 30 – 50 ปี US treasury yield (ผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐ) ก็ตำ่ เพราะทางธนา  คารกลางสหรัฐมีมาตรการช่วยเหลือสภาพคล่องแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ต้องรีบนะครับ เพราะ window ในการกู้เงินอาจจะปิดลง เนื่องจากรัฐบาลทุกๆประเทศก็ต้องมีการนโยบาย bazooka การคลังกันทั้งนั้น ซึ่งอาจจะต้องเข้าไป tap วงเงินใน USD market เท่าที่ผมทราบมี หลายๆ ประเทศเข้าไปแล้ว Indo Philippines Malaysia และคงมีเข้าไปต่อเนื่อง ถ้าเราช้ามั่วแต่กังวลคิดเล็กคิดน้อย ผมกลัวจะเสียโอกาสไปนะครับ


ผมคิดว่าช่วงวิกฤตแบบนี้ละครับ เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนแปลงทำอะไรใหม่ๆ ที่ในอดีตอาจจะทำไม่ได้เพราะเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ภายใต้วิกฤตอันใหญ่หลวงครั้งนี้ มีอะไรดีเอามาใช้ให้หมดครับ เอาเงินมาไว้ก่อนแล้วรีบลงมือทำในส่วนของการปรับนโยบายทางเศรษฐกิจ สุดท้ายแล้วผลจะผิดบ้างถูกบ้างเราไม่ว่ากัน ขออย่างเดียวครับ ขอเร็วครับ