“จุรินทร์”โพสต์เฟซบุ๊ก”ไม่มีอาการเกินปกติ”หลังติดโควิด

.กินยาตามแพทย์สั่ง-เวิร์ค ฟรอม โฮม-ประชุมผ่านซูม 

.รักษาตัวที่บ้านจนกว่าหมออนุญาตให้ออกจากบ้านได้ 

.ผู้ใกล้ชิดเผยไร้อาการไข้-ไม่เกินศุกร์นี้แถลงข่าวตามปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ติดเชื้อโควิด-19 ภายหลังจากกลับจากการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรว่า จากการสอบถามผู้ใกล้ชิดของนายจุรินทร์ พบว่า ขณะนี้ นายจุรินทร์ พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านพัก และไม่มีอาการใดๆ จนถึงขณะนี้ ผ่านมา 7 วันแล้วหลังกลับจากเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ และมีกำหนดจะแถลงข่าวตัวเลขส่งออกเดือนพ.ค.65 ไม่เกินวันศุกร์ที่ 1 ก.ค.นี้ สำหรับคณะที่ร่วมเดินทางไปกับนายจุรินทร์ พบมีผู้ติดเชื้อประมาณ 7-10 ราย จากจำนวนผู้ร่วมเดินทางเกือบ 40 ราย โดยผู้ที่ติดเชื้อ บางรายหายเป็นปกติ และตรวจไม่พบเชื้อแล้ว 

ขณะที่เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายจุรินทร์ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ Aoodda” ได้โพสต์ข้อความว่า ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงหลังทราบข่าว ผมตรวจพบเชื้อโควิดหลังกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ “อังกฤษและไอซ์แลนด์” ครับ ไม่ได้มีอาการไข้ และไม่ได้มีอาการเกินปกติแต่อย่างใดครับ แต่ก็ต้องรับยา ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ และต้องเวิร์ค ฟรอม โฮม ประชุมผ่านระบบซูม จนกว่าหมอจะอนุญาตให้ปฏิบัติงานตามปกติได้ครับ… 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18-23 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายจุรินทร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการ รวมถึงสื่อมวลชน ได้เดินทางไปประเทศไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักร โดยที่ไอซ์แลนด์ นายจุรินทร์ ได้ร่วมกับรัฐมนตรีของสมาคมการค้าเสรียุโรป (เอฟตา) ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ประกาศเปิดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-เอฟตา ซึ่งถือเป็นเอฟทีเอฉบับแรกที่ไทยทำกับประเทศในยุโรป จากนั้นได้พบปะกับผู้ประกอบการไทยในไอซ์แลนด์ เพื่อรับฟังปัญหา และอุปสรรคการนำเข้าสินค้าไทยมาขายในไอซ์แลนด์ รวมถึงข้อเสนอแนะที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังได้พบผู้บริหาร และเยี่ยมชมห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตของไอซ์แลนด์ที่ขายสินค้าไทย เพื่อให้เพิ่มการซื้อสินค้าจากไทย 

จากนั้นนายจุรินทร์ พร้อมคณะได้เดินทางไปสหราชอาณาจักร และประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าไทย-สหราชอาณาจักร (ระดับรัฐมนตรี) ครั้งที่ 1 เพื่อหาลู่ทางขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าระหว่างกัน และเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างผู้ส่งออกไทย กับผู้นำเข้าสหราชอาณาจักร รวม 4 คู่ เพื่อนำเข้าสินค้าอาหารจากไทย คิดเป็นมูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปีประมาณ 4,600 ล้านบาท พร้อมร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทยในซูเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารของเอเชีย และสาธิตการทำข้าวเหนียวมะม่วง ให้แขกภายในงานได้ทดลองชิมด้วย