ข้อควรรู้ก่อนลงทุนแบบ DCA (2)

คราวที่แล้ว ค้างไว้เรื่อง “5 ข้อควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนแบบ DCA” ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันอีกครั้งว่า การลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Averaging) คือลงทุนในหลักทรัพย์แบบสม่ำเสมอด้วย “จำนวนเงินที่เท่ากัน” โดยกำหนด “ความถี่” และ “ระยะเวลา” ที่ลงทุน  เช่น กำหนดว่าจะลงทุนในหุ้น ปตท.ทุกวันที่ 1 ของเดือน ด้วยเงิน10,000บาททุกเดือนต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี จะทำให้เราซื้อหุ้นปตท.ได้ใน “ราคาต้นทุนแบบถัวเฉลี่ย” ซึ่งจะทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวมากกว่า 

สำหรับ 5 ข้อควรรู้ก่อนเริ่มลงทุนแบบ DCA นั้นครั้งที่แล้วเราพูดถึงข้อแรกที่แนะนำให้ลงทุน DCA แบบอัตโนมัติกับบริษัทหลักทรัพย์(บล.)หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)มากกว่าการลงทุนด้วยตัวเองเพราะระบบจะตัดเงินในบัญชีเราไปลงทุนโดยอัตโนมัติโดยไม่สนใจว่าราคาหุ้นตอนนั้นจะขึ้นหรือลงทำให้เราตัดอารมณ์ส่วนตัวออกไปได้

ข้อ 2.ระหว่าง DCA แบบกำหนดจำนวนเงิน กับ DCA แบบกำหนดจำนวนหุ้นที่จะซื้อ พบว่า DCA แบบกำหนดจำนวนเงินได้รับความนิยมมากกว่า เพราะจากสถิติพบว่ามีความผันผวนของอัตราผลตอบแทนต่ำกว่า!!  เนื่องจากช่วงที่ราคาหุ้นขึ้นจำนวนหุ้นที่ได้รับก็จะน้อยลง แต่ช่วงที่ราคาหุ้นลง ก็จะได้หุ้นจำนวนมากขึ้น ทำให้ระยะยาวต้นทุนเฉลี่ยแบบกำหนดเงินจะต่ำกว่า และผันผวนน้อยกว่า DCA แบบกำหนดจำนวนหุ้นที่จะซื้อในจำนวนเท่ากัน ไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลงก็ตาม

3.เลือกลงทุน DCA แบบไหนดี รายปี รายเดือนหรือรายวัน ซึ่งงานวิจัยของ Financial Planning Association พบว่า การลงทุนด้วยความถี่ที่ต่างกัน ไม่มีความแตกต่างกันชัดเจนในแง่อัตราผลตอบแทน แต่หากพิจารณาความเสี่ยงหรือความผันผวนของผลตอบแทนกลับพบว่า ยิ่งความถี่ในการลงทุนมากเท่าไร ความเสี่ยงของผลตอบแทนก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น จึงแนะนำให้ลงทุนตามรอบรายได้  เช่น ได้เงินเดือนก็ลงทุนเป็นรายเดือน แต่หากรายได้ไม่แน่นอน อาจสะสมเงินก่อนและลงทุนปีละ 1 – 2 ครั้ง

4.วันที่เลือกตัดเงินในบัญชีมาลงทุน ต้นเดือน-กลางหรือปลายเดือนดี?? งานวิจัยหลายชิ้น พบว่าวันที่ลงทุนแบบ DCA ในแต่ละเดือนนั้น ไม่ได้มีผลต่ออัตราผลตอบแทนอย่างชัดเจน แต่วันที่ควรเลือกลงทุนมากที่สุดคือ วันที่เราสะดวกที่สุดมากกว่า เช่น ลงทุนวันเดียวกับวันที่ได้รับเงินเดือน เพื่อจะได้ไม่นำเงินไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ จนอาจทำให้ไม่มีเงินเหลือสำหรับลงทุนตามที่ตั้งใจ

5.ลงทุนแบบ DCA เดือนละเท่าไหร่ดี ?? ตอบได้ทันทีว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการลงทุน  คือจำนวนเงินที่ลงทุน ระยะเวลาและอัตราผลตอบแทน  ยิ่งมีเงินลงทุนมากเท่าไร โอกาสที่จะบรรลุเป้าหมายก็จะเร็วขึ้น เช่น หากลงทุนด้วยเงิน 1,000 บาท 2,000 บาท และ 5,000 บาทต่อเดือน โดยได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ต่อเนื่อง 20 ปี การลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ณ ปีที่ 20 จะมีเงิน 759,000 บาท หากลงทุน 2,000 บาท จะมีเงิน 1,518,000 บาท หากลงทุน 5,000 บาท จะมีเงิน 3,796,000 บาท

ควรลงทุนมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่เป้าหมายและความสามารถในการลงทุนของแต่ละคนทางที่ดีค่อยๆเพิ่มเงินลงทุนตามรายได้ที่ได้รับมากขึ้นในแต่ละปีมีวินัยลงทุนต่อเนื่องและเลือกช่องทางลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน!!

#คุณนายพารวย