กรมโรงงานอุตฯ หนุนจัด SISTAM 2023 ครั้งแรกในไทย เอกชนหันใช้ไฮเทคด้านปลอดภัยผ่าทางรอดธุรกิจยั่งยืน



  • กรมโรงงานอุตสาหกรรมออกโรงหนุนจัด SISTAM 2023 จัดครั้งแรกในเมืองไทย 18-20 ต.ค.66
  • ปลุกธุรกิจหันใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยและการบำรุงรักษาผ่าทางรอดสู่อุตสาหกรรมยั่งยืน
  • คาดมูลค่าธุรกิจด้านความปลอดภัยโรงงานปี’73 ทะลุ 17,860 ล้านดอลล่าร์ ปี’72 ตลาดธุรกิจบำรุงรักษาแตะ 32,430 ดอลล่าร์

นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมฯให้การสนับสนุนการจัดงาน งาน SISTAM -Smart Industrial Safety & Technology for Advanced Maintenance หรืองานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความปลอดภัยอัจฉริยะ และเทคโนโลยีเพื่อการบำรุงรักษาชั้นสูง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-20 ตุลาคม2566 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ในฐานะที่กรมฯ เป็นทั้งผู้สนับสนุนและกํากับดูแลด้านการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกลไกสำคัญช่วยสร้างเติบโตให้ประเทศ ให้มีระบบการดูแลและบำรุงรักษาเพื่อให้โรงงานเดินหน้าได้โดยไม่เกิดควาเสียหายทั้งต่ออุปกรณ์และชีวิตคน การบังคับใช้ กฎกระทรวง เรื่องกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

ผนวกกับปัจจุบันการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งภายในประเทศด้วยกันเองและต่างประเทศ ผนวกกับไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุ ประชากรวัยแรงงานจึงมีจำนวนลดลง ดังนั้นรัฐจึงมีนโยบายจะต้องนำเทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยและบำรุงรักษาด้วยนวัตกรรมที่นำไอทีมาใช้ จะทำให้ตรวจสอบและประเมินได้อย่างละเอียดแม่นยำขึ้น ผลักดันอุตสาหกรรมเติบโตต่อเนื่องได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนที่อยู่รอบข้าง เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคสังคมอยู่ด้วยกันได้

กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงเน้นเป้าหมาย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model เป็นวาระแห่งชาติพัฒนาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และส่งเสริมให้สถานประกอบการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry: GI) แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งเป้าปี 2570 ทุกสถานประกอบกิจการโรงงานจะต้องได้รับ GI และโรงงาน 50 % จะต้องได้รับ GI ระดับ 3 ขึ้นไป โดยมีเงื่อนไขด้นความปลอดภัยเป็นหนึ่งในการขอรับการรับรอง GI ดังกล่าว

นายจุลพงษ์ ยืนยันว่า กรมฯ เตรียมดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมความปลอดภัยอัจฉริยะต่าง ๆ เช่น ร่วมมือกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นทำโครงการ Smart Industrial Safety เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมความปลอดภัยและการบำรุงรักษาใหม่ๆ ของญี่ปุ่น ยกระดับความปลอดภัยของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมี และปิโตรเคมี และพัฒนาบุคลากรผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อย่าง การอบรม การสัมมนาต่าง ๆ ด้วย เพราะผู้ประกอบการจะเห็นความสำคัญก็ต่อเมื่อมีทางเลือกหรือมีการส่งเสริม ซึ่งในอดีตมักจะเป็นภาคความสมัครใจ แต่ปัจจุบันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ถือว่าเป็นภาคบังคับที่ทุกโรงงานอุตสาหกรรมต้องยกระดับความปลอดภัยให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน

ล่าสุด Meticulous Research คาดการณ์ตลาดธุรกิจด้านความปลอดภัยของโรงงานอุตสาหกรรม ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) จะมูลค่าตลาดสูงถึง 17,860 ล้านดอลล่าร์ ภายในปี ปี 2572 (ค.ศ.2029) Maximize Market Research คาดตลาดธุรกิจการบำรุงรักษา จะมีมูลค่าประมาณ 32,430 ดอลล่าร์ เป็นผลมาจากเทคโนโลยีและบิ๊กดาต้าเติบโต ส่งผลให้ในโรงงานอุตสาหกรรมนำระบบข้อมูลมาดูแลรักษาเพิ่มขึ้นด้วย

ดร.สุพจน์ ชินวีระพันธุ์ กรรมการและผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) กล่าวว่า สมาคมฯ มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมของไทย ปัจจุบันมีสมาชิกรวมกว่า 8,000 ราย แบ่งเป็นสมาชิกนิติบุคคลอยู่ในภาคอุตสาหกรรมกว่า 75% เป็นสถานประกอบการร่วมทุนจากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น จึงต้องเผยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านการผลิตที่มาจากญี่ปุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมในไทยดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากโควิด-19 ทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจทั่วโลกเกิดการสะดุด ทั้งซัพพลายเชนและทรัพยากรบุคคล เมื่อสถานการณ์เริ่มดีขึ้น แรงงานที่มีทักษะที่เคยอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการไม่ได้กลับมา 100% วัสดุอุปกรณ์หรือระบบการทำงานบางมีไม่เพียงพอ ผู้ประกอบการจึงความจำเป็นต้องกลับมาปรับกลยุทธ์หลังโควิด ด้วยการปรับตัวและกระบวนการบริหารจัดการให้ฉับไว โดยเฉพาะด้านอุปสงค์ฟื้นตัวเร็ว ระบบความปลอดภัยในโรงงานเป็นอีกเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ ปัจจุบันเลือกนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยด้านบำรุงรักษาเพื่อป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อม ๆ กัน

ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับ Decarbonization หรือการลดปริมาณคาร์บอนในกระบวนการผลิต ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารต้องมีวิสัยทัศน์สร้างความตระหนักรู้ให้เกิดวัฒนธรรมองค์กร เพราะทุกอุตสาหกรรมต้องอยู่บนพื้นฐานเกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

เน้นเรื่องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะเป็นสิ่งสำคัญตัดสินความเป็นความตาย ถ้าไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ จึงต้องการช่วยผู้ประกอบการให้สอดคล้องไปกับเกณฑ์โลก เพราะความปลอดภัยเป็นปัจจัยหลักจะสนับสนุนความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม

ซึ่งทางสมาคมฯ ได้ร่วมเป็นผู้จัดงาน SISTAM 2023 -งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความปลอดภัยอัจฉริยะ และเทคโนโลยีเพื่อการบำรุงรักษาชั้นสูง เป็นครั้งแรกในไทย ระหว่าง 18-20 ตุลาคม 2566 พร้อมกับใช้โอกาสที่สมาคมครอบรอบ 50 ปี เปิดตัวโครงการ Thailand-Japan Decarbonization Initiatives (TJDI) อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศช่วยผลักดัน และส่งเสริมองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร ร่วมกับองค์กรต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลด CO2 ตอกย้ำบทบาทส่งเสริมอุตสาหกรรมก้าวตามเทรนด์โลกได้อย่างเท่าเทียมกัน

ทางด้าน “นุชรินทร์ ภารดีวิสุทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซโปซิส จำกัด กล่าวว่า การจัดงานภาคอุตสาหกรรมในไทยเน้นงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิต แต่ยังไม่มีงานด้านความปลอดภัยและการบำรุงรักษาเฉพาะเจาะจงแบบนี้จึงได้ผนึกความร่วมมือกับภาคี ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรรมความปลอดภัย สมาคมวิศวกรรมเคมีและเคมีประยุกต์แห่งประเทศไทย ตามที่ทุกหน่วยงานเห็นร่วมกันที่จะเฟ้นหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยส่งเสริมความปลอดภัยกับภาคอุตสาหกรรม จึงต้องการจัดงานที่สร้างคอมมูนิตี้ของผู้ประกอบการในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยและการบำรุงรักษา

ทางบริษัทเอ็กซโปซิส มีจุดเรื่องความพร้อมของฐานข้อมูลจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้ผู้ร่วมออกงานที่มีธุรกิจเฉพาะทาง ได้พบกับผู้ประกอบการกลุ่มผู้ซื้อที่ตั้งใจหาสินค้าหรือนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ได้ตรงเป้าหมาย ซึ่งในภาคการผลิตอุตสาหกรรมแถบอาเซียน ไทยเป็นประเทศใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย การตัดสินใจเข้าร่วมงานนี้จะขยายวงมากกว่าการผลิตและส่งออก แต่ยังได้ต่อยอดสร้างรากฐานอุตสาหกรรมด้านการลงทุนกับระบบความปลอดภัย เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และอื่น ๆ ทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดความเสียหาย ลดต้นทุนการบำรุงรักษาในระยะยาว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานไปพร้อม ๆ กัน

การเข้าร่วมงาน SISTAM มีเป้าหมายการจับคู่ธุรกิจแบบ B2B โดยมีผู้ร่วมออกงานเป็นกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมรายใหญ่ 50% ขนาดกลางกับรายย่อยอีก 50% และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มานำเสนอนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยและการบำรุงรักษามีเวทีสัมมนาและอบรมหลากหลายพร้อมตอบโจทย์ความต้องการภาคอุตสาหกรรม ได้เป็นอย่างดี

เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen