กรมเจ้าท่าเปิดแบบ 3 ท่าเรือสำราญ นำร่องสร้าง “เกาะสมุย, กระบี่, ชลบุรี”

  • เผยผลศึกษา Cruise Terminal ชี้พื้นที่มีศักยภาพ เชื่อมโยงขนส่งท่องเที่ยวทางน้ำ 
  • มั่นใจสร้างรายได้ประเทศ เตรียมสรุปแผนร่วมลงทุน (PPP) เสนอ สคร.และ ครม.

นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปลอดภัย กรมเจ้าท่า (จท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการศึกษาวิเคราะห์ คัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม พร้อมศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม สิ่งแวดล้อม การพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ ว่า ทั้ง 3 โครงการฯ ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้ว ทั้งในโครงการศึกษาและวิเคราะห์การให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ที่อำเภอเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากผลการศึกษาเดิมพบว่าที่ตั้งที่เหมาะสมของท่าเรือ ได้แก่บริเวณแหลมหินคม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งการศึกษาถึงเดือนมิถุนายน 2565 มีความก้าวหน้า 80% อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างหลักเกณฑ์ของโครงการร่วมลงทุนและร่างรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 

และโครงการศึกษาวางแผนแม่บทเพื่อพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) และสำรวจออกแบบท่าเรือสำราญขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่งอันดามัน ได้ข้อสรุปผลการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมบริเวณอ่าวแหลมป่อง หมู่ที่ 3 ตำบลหนองทะเลอำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยพัฒนาเป็นท่าเรือต้นทาง (Home Port) รองรับเรือขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 1,500 คน และเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of call) สำหรับรองรับเรือขนส่งผู้โดยสาร 3,500-4,000 คน การศึกษาถึงเดือนมิถุนายน 2565 มีความก้าวหน้า 50% อยู่ระหว่างการออกแบบท่าเรือ และกำหนดรูปแบบการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน 

นอกจากนั้นกรมเจ้าท่านังได้ศึกษาโครงการศึกษาสำรวจออกแบบท่าเรือต้นทาง(Home Port) สำหรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (CruiseTerminal) บริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ข้อสรุปที่เหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือบริเวณแหลมบาลีฮายเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ท่าเรือเป็นลักษณะผสมผสาน (Hybrid) คือเป็นท่าเรือต้นทาง (Home Port) รองรับเรือขนส่งผู้โดยสารไม่เกิน 1,500 คน และเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of call) สำหรับรองรับเรือขนส่งผู้โดยสาร 3,500-4,000 คนการศึกษาถึงเดือนมิถุนายน 2565 มีความก้าวหน้า 60% โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบท่าเรือ และกำหนดรูปแบบการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน 

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำร่างรายงานวิเคราะห์การให้เอกชนร่วมลงทุนฯ เพื่อนำเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการฯ ต่อไป

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าได้รับจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. 2563-2566 ภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเรือสำราญ พ.ศ. 2561-2570 ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาวงเงินรวม 156.15 ล้านบาท เพื่อพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise) จำนวน 3 โครงการ ซึ่งจะเป็นการ

พัฒนาให้ท่าเรือที่เป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางขนส่งทางน้ำ ที่จะนำมาซึ่งประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว สร้างเม็ดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ เป็นไปตามนโยบายของ นายศักดิ์สยามชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายอธิรัฐรัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) ในพื้นที่จังหวัดที่มีศักยภาพ 

“แนวคิดในการพัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่นี้ เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางถึงระดับสูง ที่มีการใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวจำนวนมาก สร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศ และระบบเศรษฐกิจสูง การศึกษาฯ คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้มีท่าเรือต้นทาง (Home Port) ในประเทศไทย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยล่วงหน้า เพื่อที่จะลงเรือเริ่มต้นเส้นทางท่องเที่ยวทางทะเล หรือขึ้นจากเรือเมื่อสิ้นสุดการเดินทางและท่องเที่ยวต่อในประเทศไทย ก่อนเดินทางกลับพร้อมพัฒนาให้มีท่าเรือแวะพัก (Port of call) ที่จะเป็นท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีเส้นทางเดินเรือ ผ่านประเทศไทย ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทย และอันดามัน อันจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจท่องเที่ยว การบริการและธุรกิจต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดย่อม ไปถึงผู้ค้า ผู้ให้บริการรายย่อย การออกแบบท่าเรือจะนำเอาแนวคิดที่เป็นอัตลักษณ์ ของประเทศไทยและท้องถิ่นมาผสมผสาน เพื่อให้ท่าเรือมีความโดดเด่นเป็นแลนด์มาร์กแห่งท้องทะเลไทย” รองอธิบดีกรมเจ้าท่าฯ กล่าว 

“เนื่องจากประเทศไทยมีธรรมชาติทางทะเลที่สวยงามติดอันดับโลก ตลอดจนวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวบนฝั่งที่งดงาม หากแต่ยังไม่มีท่าเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่เหมาะสม มีสิ่งอำนวยความสะดวกปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารลดเวลาในการขึ้น-ลง จากเรือ เพื่อให้มีเวลาในการท่องเที่ยวมากขึ้น ดังนั้นหากมีท่าเรือที่เหมาะสม จะช่วยดึงดูดให้เรือสำราญขนาดใหญ่เข้ามาจอดเทียบ สร้างรายได้ให้แก่ประเทศดังที่กล่าวข้างต้น โดยการก่อสร้างท่าเรือจะทำภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562”