กรมศุลกากร ชู 5 มาตรการ ดันอันดับการค้าระหว่างประเทศ

  • หวังขึ้นแท่นผู้นำการค้าในประเทศอาเซียน
  • ชี้โควิค-19 ไม่กระทบเป้าจัดเก็บรายได้ศุลปีงบ 63

นายชัยยุทธ คำคุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า  ขณะนี้ธนาคารโลกกำลังเข้ามาเก็บข้อมูลในประเทศไทย เพื่อจัดอันดับการยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ(Doing Business 2021) โดยในปีที่ผ่านมาการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากรถูกจัดอันดับอยู่ที่ 62 และอยู่ในอันดับ 3 รองจากประเทศสิงค์โปร์ และมาเลเซีย ดังนั้น ในปี 63 กรมศุลกากรจึงได้จัดทำ 5 มาตรการทางศุลกากร เพื่อยกอันดับ Doing Business ด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยให้ดีขึ้น

สำหรับ 5 มาตรการ ประกอบด้วย 1.กระบวนการทางศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสำหรับของนำเข้า (Pre – Arrival Processing: PAP) 2.การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Payment) 3.การไม่เรียกหรือไม่รับสำเนาใบขนสินค้า เพราะใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์  (e-Customs) แล้ว 4.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพแฟ้มบริหารความเสี่ยงเพื่อลดอัตราการเปิดตรวจ (Risk Management) และ5.ระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอ็กเรย์แบบขับผ่าน (DRIVE – THROUGH X-RAY SCANNER) 

มาตรการแรก คือ กระบวนการทางศุลกากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึงสำหรับของนำเข้า จะทำให้ผู้นำเข้าลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า อีกทั้งสามารถยื่นใบขนสินค้าและชำระค่าภาษีอากรล่วงหน้าก่อนสินค้ามาถึง และสามารถติดต่อเพื่อรับสินค้าได้ทันทีเมื่อเรือหรืออากาศยานมาถึง

ส่วนมาตรการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมศุลกากรได้เปิดให้บริการระบบใบเแจ้งยอดชำระเงิน (e-Bill Payment) โดยผู้ประกอบการสามารถชำระเงินผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต แบงก์กิ้ง  โมบายแบงก์กิ้ง เอทีเอ็ม เคาเตอร์แบงก์ และตัวแทนชำระเงิน ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 6 ธนาคาร และ 2 ตัวแทนรับชำระ ทำให้ลดเวลา 3 ชั่วโมง/ครั้ง หรือ 3.5 ล้านชั่วโมง/ปี และค่าใช้จ่ายในการติดต่อกับกรมศุลกากร 433.74 บาท/ครั้ง หรือ 513 ล้านบาท/ปี อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถสั่งพิมพ์ใบเสร็จรับเงินได้ด้วยตนเอง  ไม่ต้องเสียเวลามารับใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากร

 สำหรับมาตรการไม่เรียกหรือไม่รับสำเนาใบขนสินค้า จะทำให้สามารถลดสำเนาใบขนสินค้าที่ผู้มาติดต่อ/ ผู้ประกอบการต้องพิมพ์ ปีละประมาณ 60 ล้านแผ่น และลดค่าใช้จ่ายกระดาษได้ไม่น้อยกว่าปีละประมาณ 30 ล้านบาท  ขณะที่มาตรการลดอัตราการเปิดตรวจ โดยพัฒนาแฟ้มบริหารความเสี่ยงในการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  

  และมาตรการสุดท้าย คือ ระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์แบบขับผ่าน (DRIVE – THROUGH X-RAY SCANNER) เป็นเทคโนโลยีในการเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้า ยานพาหนะขนส่งสินค้า รวมทั้งยานพาหนะโดยสาร  สามารถเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้ 150 ตู้/ชั่วโมง ซึ่งมากกว่า X-Ray แบบ Fixed ที่เอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าได้ 30 ตู้/ชั่วโมง  หรือคิดเป็น 5 เท่า 

“ส่วนการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น ผมมองว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รวมของกรมศุลกากรในปีงบประมาณ 63 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 111,000  ล้านบาท แต่ส่งผลให้เกิดการชะลอการผลิตในจีนบ้าง และการนำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบจากไทยไปจีน และจากจีนมาไทย แต่จะกระทบเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น”