คลัง ลุยชงต่อแวท 7% อีก 1 ปี หนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ปัดแนวทางธปท.ขึ้นแวท

  • ช่วงนี้ยังไม่เหมาะสม
  • ห่วงซ้ำเติมวิกฤตแรงขึ้น
  • ของแพง กำลังซื้อหด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเร็วๆนี้กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ คณะรัฐมนตรี(ครม.)​พิจารณาคงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) สำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าทุกกรณีที่เข้าลักษณะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปอีก หลังจากภาษีเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.64 โดยคาดว่าจะเสนอขยายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.64 ถึง 30 ก.ย.65 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน และอัตราส่วนหนึ่งของภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นจะถูกโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย

ทั้งนี้การขยายเวลาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มออกไปอีก โดยจัดเก็บในอัตรา 7% เท่าเดิม เพื่อต้องการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ให้สามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิดคลี่คลายลง

ส่วนข้อเสนอของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเร่งหารายได้รองรับการกู้เงิน การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการใช้หนี้สาธารณะนั้น คงยังไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในหลายมิติ โดยเฉพาะสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งปัจจุบันมองว่ามีประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์และแพร่ระบาดโควิดจำนวนมาก หากขึ้นไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อภาพรวมมากว่าได้ประโยชน์ เช่น อาจทำให้ของแพงขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนในประเทศหดตัวลง ที่สำคัญแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกพิจารณา ร่วมกับแผนใหญ่เกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพากรในระยะยาวอีกด้วย

อย่างไรก็ตามปกติประเทศไทยกำหนดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 10% ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบบภาษีการค้ามาเป็นระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อปี 35 รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยยังไม่เคยมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบเต็มอัตรา โดยได้มีการออกมาตรการบรรเทาการเก็บ ด้วยการออกพระราชกฤษฎีกาลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 7% เป็นประจำทุกปี ยกเว้นในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 เท่านั้นที่มีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% แต่หลังจากนั้นก็กลับลดมาใช้เหลือ 7%

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพากรปีนี้ คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด แต่จะทำได้เป้าหมาย 2.08 ล้านล้านบาทมากน้อยแค่ไหนนั้นยังตอบไม่ได้ โดยกรมฯ จะพยายามจัดเก็บให้ได้มากที่สุด ซึ่งช่วงที่ผ่านมาภาษีบางรายการเก็บได้ดีกว่าที่คาด เช่น การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภงด.90/91 ทำได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากกรมฯมีการใช้เทคโนโลยีช่วยขยายฐานภาษี ทำให้ผู้ที่ไม่เคยเสียภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบได้ แต่ขณะเดียวกันกรมฯ ก็ให้ความเป็นธรรมไม่ได้เข้าไปทำให้ประชาชน หรือภาคธุรกิจเดือดร้อน เพราะเข้าใจว่าเป็นช่วงที่การระบาดโควิดกำลังส่งผลกระทบไปทั่ว