เป็นไข้ ดื่มน้ำเย็นได้ไหม ไข 5 ข้อข้องใจ คนเป็นไข้กินอะไรได้หรือไม่ให้กิน

ในภาวะที่อาการเปลี่ยนแปลงบ่อยอย่างช่วงนี้เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวแอบมีฝนตกหลายคนคงเจอพิษไข้ถามหากันจนงอมแงมและในช่วงที่ เป็นไข้หลายคนคงกินอะไรไม่อร่อยหลายคนอยากดื่มน้ำเย็นกินกาแฟแต่โดนห้าม เพราะ เป็นไข้ วันนี้เรามาไขข้องใจ5ข้อกันว่าคน เป็นไข้ กินอะไรได้หรือไม่ได้กันบ้าง

น้ำเย็น

เป็นไข้ น้ำเย็น กินน้ไเย็นได้ไหม ไขข้อข้องใจ
น้ำเย็น

เป็นคำถามที่ถูกตั้งมากที่สุดว่า คนเป็นไข้กินน้ำเย็นได้หรือไม่ คำตอบคือ ถ้าเป็นไข้อย่างเดียว ไม่อาการหวัดด้วยสามารถดื่มน้ำเย็นได้ เพราะการดื่มน้ำมากๆ จะช่วยให้อุนหภูมิในร่างกายลดลง แต่หากจะดื่มน้ำเย็นให้ดื่มแบบจิบทีละน้อย แต่ถ้าหากคุณเป็นหวัดด้วย น้ำเย็นเป็นของห้าม เพราะจะไปกระตุ้นการสร้างน้ำมูก เสมหะ และอาการไอให้เพิ่มขึ้น

ชา กาแฟ

กาแฟ เป็นไข้ น้ำเย็น กินน้ไเย็นได้ไหม ไขข้อข้องใจ
ชา กาแฟ

หลายคน ที่เป็นไข้ มักอยากจะดื่มกาแฟ หรือชา แต่หลายคนถูกห้าม โดยบอกว่าไม่ควรทาน ซึ่งถูกต้องแล้ว เพราะในชา และกาแฟ มีคาเฟอีน ซึ่งไปกระตุ้นการทำงานของหัวใจ และทำให้ตื่นตัว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนอนหลับ พักผ่อนซึ่งจะช่วยให้อาการไข้ของคุณดีขึ้น ปลน้ำอัดลม ก็ไม่ควรดื่ม เพราะมีส่วนผสมของคาเฟอีนเช่นกัน

เหล้าเบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เป็นไข้ น้ำเย็น กินน้ำเย็นได้ไหม เครื่องดื่มแอลกอฮลอล์
เหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

บางคนอาจจะคิดว่า ดื่มนิดหน่อยคงไม่เป็นไร แต่จริงแล้ว เครื่องดื่มเป็นแอลกอฮอล์ เป็นอันตรายสำหรับอาการไข้เพราะมีคุณสมบัติ ที่เอาน้ำออกจากร่างกาย ส่งผลให้อาจจะเกิด “ภาวะขาดน้ำ” ได้ รวมทั้งยังทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งยิ่งจะทำให้อาการไข้ของคุณหนักขึ้นกว่าเดิม

ทุเรียน ขนุน ลำไย

เป็นไข้ น้ำเย็น กินน้ำเย็นได้ไหม ทุเรียน ขนุน
ทุเรียน

เป็นไข้กินทุเรียน ขนุน ลำไย ได้หรือไม่ ตอบได้เลยว่า ไม่ได้ เพราะทั้ง 3 ชนิด เป็นผลไม้ที่มีฤิทธ์ร้อน โดยเฉพาะในทุเรียน และขนุน มีกำมะถันอยู่สูง ซึ่งจะเป็นตัวเพิ่มความร้อนให้กับร่างกาย ทำให้ไข้สูงขึ้น เช่นเดียว ของทอด ที่ไม่ควรทานในช่วงเป็นไข้ เพราะจะเพิ่มอาการไอ รวมทั้งย่อยยาก ต้องใช้พลังงานมากในการย่อย ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ส่งผลให้ไข้สูงขึ้นได้เช่นกัน

ฝรั่ง แตงโม สับปะรด

ไข้ แตงโม
แตงโม

ตรงกันข้ามกับผลไม้ฤิทธ์ร้อน ฝรั่ง แตงโม สับปะรด แนะนำให้กินเวลาเป็นไข้ เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันชวยสู้หวัดได้ ขณะที่แตงโมเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำ ช่วยให้ร่างกายเย็นลง และยังช่วยขับปัสสาวะ ช่วยลดความร้อนในร่างกายได้อีกด้วย  ขณะที่สับปะรด เป็นผลไม้ที่คุณสมบัติ ช่วยขับเหงื่อ ช้วยย่อยอาหาร แถมช่วยกัดเสมหะเหนียว ลดอาการไอ และอาการอักเสบได้ แต่ถ้าเป็นส้มตำผลไม้ ไม่แนะนำให้ทาน เพราะในส้มตำมีโซเดียมสูงจะทำให้ไตทำงานหนักและอาการไข้หายช้าลง

กินอาหารอ่อนๆ พักผ่อนเยอะ และขอให้ใครที่ป่วยอยู่หายเร็วๆ

นอกจากนี้ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ไข้ หมายถึง การเพิ่มของอุณหภูมิ ร่างกายสูง มากกว่า ค่าปกติคือ 36.5 – 37.5 ° C (98– 100 ° F)

ไข้ เป็นการตอบสนอง ทางภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ที่พยายามต่อต้าน สิ่งแปลกปลอม เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รวมทั้ง ภาวะผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย

สาเหตุของการ เป็นไข้ ไข้ อาจเกิดได้ จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะ ที่ไม่รุนแรง ไปจนถึงที่รุนแรง ได้แก่ โรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อเอชไอวี ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้ฉี่หนู เป็นต้น การอักเสบ ของผิวหนัง หลายชนิด เช่น ฝี เม็ดตุ่มหนอง หรือสิว

เนื้อเยื่อถูกทำลาย ซึ่งอาจ เกิดในการสลาย ของเม็ดเลือดแดง, การผ่าตัด, เนื้อตาย จากการขาดเลือด เป็นต้น และสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ไข้บางอย่าง ก็ไม่สามารถอธิบายสาเหตุ หรือที่เรียกว่า ไข้ไม่ทราบสาเหตุ

การดูแลรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เป็นไข้

เนื่องจากอาการเป็นไข้ เป็นกระบวนการ รักษาตัวเอง ของร่างกาย ตามธรรมชาติ ดังนั้น สำหรับผู้ใหญ่ที่แข็งแรงทั่วไป อาจไม่จำเป็นต้องกินยาลดไข้ เว้นแต่จะรู้สึก ไม่สบายตัวมาก

แต่ควรระวัง ในเด็กทารก  ผู้สูงอายุ ในสตรีมีครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือปอด และผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ ควรจะทำให้ไข้ลดเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยลดอาการไม่สบายตัวถ้าหากจำเป็น

โดยยาลดไข้ที่ควรใช้คือ ยาพาราเซตามอล ไม่ควรใช้ยา จำพวกแอสไพริน  เนื่องจากจะทำ ให้เกร็ดเลือด ผิดปกติ และระคายกระเพาะอาหาร และควรแนะนำ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ ให้เพียงพอ ซึ่งอาจดื่มน้ำสะอาด หรือใช้สารละลาย ทดแทนน้ำทางปาก (โออาร์เอส) ก็ได้ 

การเช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา ช่วยให้ลดอุณหภูมิ ของร่างกายลงได้ ซึ่งทำได้ โดยใช้ผ้าชุบน้ำ บิดพอหมาดๆ เช็ดบริเวณ หน้าผาก ซอกรักแร้ ต้นขา ขาพับ ฝ่ามือ และฝ่าเท้า ควรเช็ดตัวอยู่เป็นระยะ เพื่อรักษาอุณหภูมิ ของร่างกาย ไม่ให้สูง จนเกินไปนัก

สิ่งที่สำคัญคือ การสังเกตอาการผิดปกติต่างๆที่ต้องรีบไปพบแพทย์ ได้แก่ 

1.ไข้สูงเกิน 39.4 องศาเซลเซียส ขึ้นไป หรือ มีไข้มานานกว่า 24 ชั่วโมง โดยไม่มีอาการ เป็นหวัด ร่วมด้วย หรือ  มีไข้นานกว่า 3 วัน หรือ ไข้ลดลงมากกว่า 24 ชั่วโมง แล้วกลับมาใหม่

2.ในเด็กเล็ก ถ้ามีอาการขาดน้ำ หรือ มีไข้ร่วมกับผื่น หรือ มีอาการซึมลง

3.ปวดศีรษะอย่างมาก และคอแข็ง กระวนกระวาย หรือสับสนมาก ไอมีเสมหะสีน้ำตาล เขียว มีอาการปวด ผิดปกติขณะปัสสาวะ ปวดท้อง ปวดหลังมาก

กระทรวงสาธารณสุข

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สาธารณสุข ส่งแพทย์เพื่อชาวชนบทรุ่นใหม่ ลงพื้นที่ทั่วไทยข่าวที่เกี่ยวข้อง