เจ้าสัวธนินท์ เปิดใจ CEO เครือซีพี อีก 10 ปีข้างหน้า อาจต้องใช้คนนอกตระกูลเจียรวนนท์

  • การดำเนินธุรกิจของเครือซีพีหลายสิบปีผลักดันให้เจ้าสัวธนินท์เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย
  • มอบให้ 2 ลูกชาย “สุภกิต” ประธาน “ศุภชัย” CEO เป็นเวลา 10 ปี แต่อนาคตอาจต้องใช้คนจากสถาบันผู้นำเครือซีพี
  • แม้เจ้าสัวธนินท์แม้จะถอยออกมาแต่ยังมีส่วนตัดสินใจการลงทุนครั้งสำคัญ
  • การตัดสินใจลงทุนรถไฟฟ้า 3 สนามบินมูลค่าการลงทุนกว่า 2.2 แสนล้าน เป็นโครงการที่มีความเสี่ยงในมือของลูกชายของเขา

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บ วัย 80 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ Nikkei Asian Review ได้ตีพิมพ์เนื้อหาของการดำเนินธุรกิจกว่า 50 ปี วันนี้วางมือและได้มอบหมายให้ลูกชาย 2 คนสานต่อธุรกิจของเครือซีพีที่มียอดขายรวมถึง 63,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประเมินเป็นเงินไทยคร่าวๆ เกือบ 2 ล้านล้านบาท กับอาณาจักรธุรกิจด้านอาหาร, ค้าปลีกและเทเลคอม จึงขอถอดบทความที่มีประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

นายธนินท์ ได้ตั้งใจที่จะให้ลูกชายคนโดคือนายสุภกิต เจียรวนนท์ และลูกชายคนที่สาม นายศุภชัย เจียรวนนท์ บริหารธุรกิจเครือซีพี ในฐานะประธาน และ ซีอีโอ ตามลำดับเป็นเวลา 10 ปี และยังแสดงความตั่งใจที่จะเลือกหาคนนอกตระกูลมาบริหารในต่ำแหน่ง ซีอีโอและเน้นถึงศักยภาพของโรงเรียน leadership training school หรือสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ซีพีทุ่มเงินไปแล้วกว่า 7 พันล้านบาทเพื่อส่งเสริมการสร้างคนมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในอนาคต

ช่วงเปลี่ยนผ่านของเครือซีพี ที่สานต่อจากกลุ่มคนรุ่น 2 ในตระกูลอาจจะต้องมีการจดบันทึกกับอาณาจักรธุรกิจที่เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาคอาเซี่ยนและถูกมองว่าอาจจะเผชิญกับความท้าทายในไม่ช้านี้

ย้อนอดีตถึงการเริ่มต้นของเครือซีพีในปี 2463 นายเอ็กชอ แซ่เจี่ย บิดาของนายธนินท์ เปิดร้านค้าเล็ก ๆ สำหรับนำเข้าเมล็ดพันธุ์ในย่านเยาวราช จากนั้นนายธนินท์ ลูกชายที่คนห้าได้เข้ามาดูแลธุรกิจของครอบครัวในปี 2512 ตั้งแต่นั้นมาธุรกิจได้แผ่ขยายอาจักรออกไปจนทุกวันนี้

เครือซีพีตอนนี้มีธุรกิจสามเสาหลัก ธุรกิจการเกษตร ดำเนินธุรกิจใน 17 ประเทศและส่งออกไปยังกว่า 30 ประเทศทั่วทั้ง 5 ทวีปเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตสัตว์ปีกที่ใหญ่ที่สุด รวมทั้งสุกรและกุ้ง

CP All ดำเนินกิจการร้าน 7-Eleven กว่า 11,000 แห่งในประเทศไทย และ True Corp เป็นผู้ให้บริการมือถือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ

วันนี้เครือ ซีพีประกอบด้วย บริษัทมากกว่า 200 แห่งโดยมีพนักงาน 310,000 คนและการลงทุนใน 22 ประเทศ

หลังจากบริหารธุรกิจมาหลายสิบปีติดต่อกัน วันนี้ได้มอบหมายธุรกิจให้ลูกชาฃยคือนายสุภกิต อายุ 55 ปีและนายศุภชัย อายุ 52 ปี โดยนายธนินท์ได้ขึ้นเป็นประธานอาวุโส

แต่พันธมิตรของเครือซีพี ระบุว่า แม้ว่าการตัดสินสจจะมาจากนายธนินาท์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มเห็นบรรดาลูกชายมีส่วนร่วใการเจรจาและตัดสินใจ
ธนินท์ยกย่องความสามารถของลูกชายทั้งสองในอัตชีวประวัติที่ต่อเนื่องซึ่งตีพิมพ์ใน Nikkei Asian Review ในปี 2559 และทั้งคู่ก็ช่วยให้เครือซีพีเติบโตขึ้นก่อนที่พวกเขาจะก้าวถึงจุดสูงสุด

สำหรับนายศุภกิจ นายธนินท์ เขียนว่า “เขาเป็นคนดีมาก มีผู้คนและรายล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงมากมาย” เขาทำงานเพื่อขยายธุรกิจของเครือซีพีในประเทศจีนซึ่งเป็นบริษัทเป็นต่างชาติรายแรกหลังจากจีนเปิดเปิดรับการลงทุนในช่วงปลายปี 1970 ก่อนหน้านี้สุภกิจเคยดำรงตำแหน่งรองประธานสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย – จีนซึ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเหมือนกับนายธนินท์

ส่วนศุภชัย จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา ต่อมารับผิดชอบการดำเนินงานด้านโทรคมนาคมของเครือซีพีเข้าสู่ตลาดในปี 1990 โดยการเข้าถือหุ้นใน TelecomAsia ซึ่งเป็นกิจการร่วมค้ากับบริษัท อเมริกันลงทุนติดตั้งโทรศัพท์บ้าน 2 ล้านสายในกรุงเทพ ภายใต้การดูแลของเขาธุรกิจในที่สุดก็กลายเป็น True Corp ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุด

ธานินทร์เขียนว่าศุภชัย “เรียนรู้ธุรกิจ (โทรคมนาคม) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบทีละขั้น” การศึกษาของเขารวมถึงการผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงินของเอเชียในปี 1997

พื้นฐานของลูกชาย 2 คนนี้ จะดูแลจัดการกับพื้นที่แตกต่างกัน ในแง่ของการลงทุนนายธนินท์ได้มอบหมายให้นายสุภกิตดูแลการลงทุนในประเทศจีน, ญี่ปุ่นและรัสเซียในขณะที่ศุภชัยจะ เน้นหนักในอเมริกาเหนือ

ลูกชายสองคนจะเผชิญกับความท้าทายหลายประการในการบริหารงานที่กว้างขวางและซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน งานแรกของพวกเขาคือการปรับปรุงการประสานงานธุรกิจด้านอาหารและธุรกิจค้าปลีก ทั้งสองคนจะต้องบริหารธุรกิจอาหารของเครือซีพีให้มีกาขยายตัวผ่านการซื้อกิจการข้ามชาติและการลงทุนต่างประเทศ

ในประเทศจีนเครือซีพี ได้ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทตั้งแต่การผลิตรถจักรยานยนต์ไปจนถึงธุรกิจการเงิน ที่โดดเด่นที่สุดก็คือการถือหุ้นใหญ่ใน บริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือบริษัทผิงอัน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความท้าทายเป็นพิเศษในเวลาที่เศรษฐกิจของจีนกำลังชะลอตัวและอยู่ในสงครามการค้ากับสหรัฐฯ

แต่งานที่ใหญ่ที่สุดและเร่งด่วนที่สุดอาจเป็นการจัดการการกระจายความเสี่ยงล่าสุดของเครือซีพี จากสัญญาสัมปทานการก่อสร้างและดำเนินการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับ 3 สนามบิน โครงการมูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์ฯหรือ 2.2 แสนล้านบาท อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้มากพอ ๆ กับโอกาสในการเป็นผู้นำใหม่

นับเป็นครั้งแรกที่เครือซีพีรุกเข้าสู่อุตสาหกรรมรถไฟ ซึ่งร่วมมือกับ ก่อสร้างทางรถไฟของจีน เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่การตัดสินใจโดย Itochu ซึ่งเป็นผู้บริหารโครงการ และระบบล้อเลื่อนจาก Hitachi ซึ่งมีคำถามมากมายเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของโครงการ

นายธนินท์ตระหนักถึงความท้าทายที่ เครือซีพี เผชิญอยู่และเชื่อว่าคำตอบอาจอยู่ในการขยายความสามารถและความเชี่ยวชาญในระดับสูงขณะเดียวกันก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยขึ้น

เขาระบุว่าหลานชายสองคนเป็นผู้สืบทอดที่มีศักยภาพต่อลูกชายของเขาเอง พวกเขาเป็นบุตรชายคนโตของนายสุภกิต คือ “ธนิต” ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจค้าส่งสยามแม็คโครในอินเดีย และ“กรวัฒน์” ลูกชายคนโตของokpศุภชัยผู้ก่อตั้ง บริษัท Eko Communications ในปี 2555

“แต่ไม่มีการรับประกันว่างานทั้งหมดจะมีให้คนในตระกูลเจียวนนท์ ในขณะที่ตำแหน่งประธานกลุ่มจะถูกสงวนไว้สำหรับคนในตระกูล แต่ตำแหน่งซีอีโอเปิดสำหรับทุกคนที่เหมาะสมและมีความสามารถหากฉันไม่สามารถหาคนที่เหมาะสมในตระกูลได้” เขากล่าว

ซีพีอาจจะค้นพบบุคคลที่เหมาะสมไดเในสถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ตั้งใกล้เขาใหญ่
ที่นั่นเป็นศูนย์ฝึกอบรมสำหรับเครือซีพีทั้งหมด ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมาจากในเครือทุกบริษัททั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน. อินเดีย, สหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ

ไอเดียของการีจัดตั้งสถาบันดังกล่าว นายธนินท์มาจากเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วหลังจากทัวร์ชมสถานที่ฝึกอบรมของ บริษัท ยักษ์ใหญ่ในโลกบางแห่งเช่น General Electric, Boeing และ Samsung Electronics

หนึ่งเดือนหลังจากพิธีราชาภิเษก ร.10 นายธนินท์ได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรม เพื่อสังกตุการณ์ผู้บริหารและผู้เข้ารัยบการฝึกอบรม ประมาณ 300 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมนำเสนอเกี่ยวกับการปรับปรุงการดำเนินงานและรายได้ของร้านค้าจำลองธุรกิจต่างๆ มีการแปลเป็นภาษาไทย, จีนและอังกฤษไปพร้อมๆ พร้อมกัน

การแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรมและผู้บริหารรวมนายธนินท์ ดูเข้มข้น ผู้บริหารได้สนใจ ผู้หญิงสองคนฝึกอบรมแข่งขันเปิดร้าน 7-Eleven ในใจกลางกรุงเทพฯ มีสำนักงานอยู่กี่แห่งใ นพื้นที่นั้นมีกี่ชั้น มีกี่คนที่ทำงานอยู่ คุณจะต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อประเมินการตัดสินใจของคุณอย่างถูกต้อง” ผู้บริหารกล่าว

การฝึกอบรมในวันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการเป็นผู้นำในอนาคตของเครือซีพี โดยผู้สมัครใหม่จะต้องมีอายุต่ำกว่า 26 ปี ใช้เวลาอบรมเป็น เวลา 6 เดือน ก่อนที่จะถูกส่งไปทำงานในรธุรกิจที่มีเป้าหมายเฉพาะ ทุกสองสัปดาห์พวกเขากลับไปที่สถาบันเพื่อแบ่งปันสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นและจะปรับปรุงอย่างไร

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมความเป็นผู้นำในอนาคต 80% จะก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับ ผู้ผ่านการฝึกอบรมผู้บริหารที่มีศักยภาพจะได้รับการประเมินอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการทำงานในเครือซีพี ว่าพวกเขามีคุณสมบัติที่จะได้รับโปรโมตขึ้นไปสู่อีกระดับหรือไม่

นายธนินท์ มุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้มากขึ้น ตั้งแต่เปิดสถาบ้ันผู้นำใช้เวลาท่ีมีอยู่ 20% และมีความตั้งใจจะใช้เวลาเพิ่มเป็น 30% หรือ 40% และมีคาดหวังให้ศูนย์ผลิตผู้นำที่มีระเบียบวินัยมีความรับผิดชอบและปรับตัวได้ในยุคของอุตสาหกรรม 4.0 ผู้นำจะต้องรับความเสี่ยงในธุรกิจและปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

และนี่คือหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัท หลังจากหลายทศวรรษในการดำเนินงานในอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม!!!