อุณหภูมิโลกพุ่ง 50 องศาเซลเซียสนาน 26 วัน

  • เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบ 4 ทศวรรษนับแต่ปี 23 
  • ถ้าคนไม่หยุดปล่อยนก๊าซเรือนกระจกโลกร้อนยาวแน่ 
  • ขณะที่อียูทุ่มงบกว่า 4 พันล้านยูโรแก้ปัญหาโลกร้อน 

บีบีซี เผย โลกมีวันที่อุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือน ถ้าคนไม่หยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก วันที่มีอุณภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นอีกแน่  

สำนักข่าวบีบีซี ได้วิเคราะห์สภาพอากาศ พบว่า โลกมีจำนวนวันที่อุณหภูมิแตะ 50 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ปี 2523 และปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดในหลายพื้นที่  ซึ่งเป็นความท้าทายต่อสุขภาพ และการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

ทั้งนี้ บีบีซี ระบุว่า จำนวนวันที่อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นทุกทศวรรษ โดยค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2523-2552 อยู่ที่ปีละ 14 วัน แต่ได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 26 วันในช่วงปี 2553-2562 ส่วนวันที่มีอุณหภูมิเกิน 45 องศาเซลเซียส อยู่ที่ปีละ 24 วัน  

ดร.เฟรเดอริค ออตโต ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเป็นสาเหตุ 100% ของการเพิ่มขึ้นนี้ โดยพื้นที่ที่อุณหภูมิเกิน 50 องศาเซลเซียส เกือบทั้งหมดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอ่าวเปอร์เซีย 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา อิตาลีมีวันที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 48.8 องศาเซลเซียส สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ความร้อนในแคนาดา ทำสถิติใหม่ที่ 49.6 องศาเซลเซียส ทำให้นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า โลกจะมีพื้นที่ที่อุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นอีก หากมนุษย์ไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล 

ขณะที่ดร.หลี่ ซื่อฮาน นักวิจัยด้านสภาพอากาศ โรงเรียนภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า ยิ่งเราลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็วเท่าไร เราจะยิ่งอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นมากเท่านั้น 

ขณะที่นางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) กล่าวในระหว่างการแถลงนโยบายที่รัฐสภายุโรป ในเมืองสตราสบูร์ก ของฝรั่งเศสวันนี้ (15 ก.ย.) ว่า อียูเสนอความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มอีก 4,000 ล้านยูโร เพื่อแก้ไขปัญหาดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปจนถึงปี 2570 และหวังว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรจะเพิ่มความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะถ้าเราลดช่องว่างทางการเงิน แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศร่วมกันได้ สหรัฐฯและสหภาพยุโรปจะสามารถสร้างแนวทางในการเป็นผู้นำด้านการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศทั่วโลกได้อย่างแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ในปัจจุบัน อียูได้สนับสนุนงบประมาณ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปีสำหรับโครงการด้านสภาพอากาศ