ประท้วงการใช้ที่ดินอีอีซี

  • ”เครือข่ายเพื่อตะวันออก” บุกทำเนียบรัฐบาลร้อง
  • “บิ๊กตู่” สั่งทวบทวนผังเมืองอีอีซีทั้งหมด
  • “สกพอ.” ยันเปิดรับฟังความเห็นมาแล้ว 40 ครั้ง

“เครือข่ายเพื่อตะวันออก เปลี่ยนตะวันออก” กว่า 50 คน ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอให้รัฐบาลยกเลิกจัดทำผังเมืองอีอีซีที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และเริ่มกระบวนการจัดทำผังเมืองใหม่ตั้งแต่ต้น โดยขอให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ขณะที่สำนักงานอีอีซี ยันกระบวนการผังเมืองทำตามหลักวิชาการ และประชาพิจารณ์แล้วกว่า 40 ครั้ง “คณิศ” คาดนำรายละเอียดผังเมืองอีอีซีเข้าบอร์ดได้ในช่วงต้นเดือนส.ค.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วานนี้ (23 ก.ค.) นายกัญจน์ ทัตติยกุล แกนนำเครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก และพวกจำนวนกว่า 50 คน เดินทางมาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณสำนักงาน กพ.(เดิม) โดยได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตรวจสอบกาจัดทำผังเมืองเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และสั่งให้ดำเนินกาจัดทำใหม่ตั้งแต่ต้น เนื่องจากการทำผังเมืองอีอีซีมีปัญหามากและขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยมีประชา ชนหลายร้อยครัวเรือนและพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ได้รับผลกระทบ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ระงับและสั่งทบทวนผังเมือทั้งหมด

ทั้งนี้หนังสือที่ยื่นให้นายกรัฐมนตรี มีสาระสำคัญว่า การจัดทำผังเมืองอีอีซีที่ผ่านมา ถือเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา44 โดยการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่47/2560 โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และไม่เคารพต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และที่สำคัญ มีการกำหนดเวลาให้แล้วเสร็จภายใน1 ปี ทั้งที่ เป็นการทำผังเมืองรวมถึง 3 จังหวัดและเป็นการดำเนินการครั้งแรกของไทย และไม่เป็นไปตามหลักการของผังเมือง ดังต่อ ไปนี้ 1. การจัดทำผังเมืองของสำนักงานอีอีซี เป็นลักษณะการจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นรายโครงการ ที่กำหนดมาแล้วตามนโยบายพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของรัฐไม่ได้จัดทำโดยการศึกษาศักยภาพของพื้นที่ตามหลักการผังเมือง

2.มีการเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนบางกลุ่มเช่นการเปลี่ยนพื้นที่สีเขียวคือพื้นที่ชนบทและเกษตร กรรมที่สมบูรณ์ทางอาหาร ไปเป็นพื้นที่สีม่วงสำหรับอุตสาหกรรมสำหรับนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตส่งเสริมเศรษฐ กิจพิเศษเป็นการทำลายวิถีชีวิต 3.การใช้คำสั่ง ม.44 และออกกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นการใช้กฎหมายเร่งรัดการจัดทำผังเมืองโดยไม่คำนึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยในวันนี้ (24 ก.ค.) ผู้ชุมนุมจะเดินทางไปยื่นหนังสือให้ประธานสภาฯ ที่รัฐสภาชั่วคราวสำนักงานใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในเวลา 9.00 น.

ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กล่าวว่า ในการจัดทำผังเมืองอีอีซีได้กำหนดระยะเวลาในการจัดทำให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งคาดว่า จะนำเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) อีอีซีพิจารณาได้ภายในช่วงต้นเดือนส.ค.นี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าการจัดทำผังเมืองอีอีซีมีการทำถูกต้องตามหลักวิชาการ และมีการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถึง 40 ครั้ง โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักคือกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในการจัด ทำผังเมืองอยู่แล้ว ขณะที่ รมว.มหาดไทยก็เป็นคนเดิมต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้วทำให้เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องความต่อเนื่องของนโยบายในเรื่องนี้

น.ส.ทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการสายงานพัฒนาพื้นที่และชุมชน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่าการจัดทำผังเมืองเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่อีอีซี กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นองค์กรหลักในการจัดทำผังเมืองทั่วประเทศ ดังนั้นการจัดทำผังเมืองของโครงการดังกล่าว จึงยึดหลักการที่คำนึงถึงความสัมพันธ์ในชุมชน ประชาชน สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประ สงค์ของพ.ร.บ.การพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกและยังครอบคลุมหลายมิติ จึงถือเป็นผังเมืองแรกที่ได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในพื้นที่ และยังเป็นต้นแบบของผังเมืองที่จะมีการออกมาใหม่ในอนาคตอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่ป่าไม้ เพื่อสงวนและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ สัตว์ป่า ต้นน้ำลำธาร โดยกำหนดพื้นที่ผังเมืองห่างจากพื้นที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร ไม่ให้เป็นพื้นที่ตั้งโรงงาน และมีการกันพื้นที่สำหรับรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ ชายฝั่งทะเล และริมฝั่งแม่น้ำ โดยกันพื้นที่ห่างจากริมชายฝั่งตามสภาพพื้นที่ของแหล่งน้ำธรรม ชาติไม่น้อยกว่า 500 เมตร ห้ามตั้งโรงงาน รวมทั้งมีการกำหนดพื้นที่ตั้งโรงงานให้มีความเหมาะสม โดยนำพื้นที่ที่เหลือจากการกันพื้นที่ที่ได้กล่าวมาแล้ว เพื่อให้มีการใช้พื้นที่ให้ตรงกับศักยภาพ

“พื้นที่ 78% ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นพื้นที่สีเขียวรวมทั้งพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งที่ผ่านมา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชา ชนกว่า 40 ครั้ง และได้ให้ความสำคัญการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หน่วยงานในพื้นที่ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการนำเอาข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไขอย่างครบถ้วน และที่สำคัญได้ตอบข้อสงสัยของกลุ่มเครือข่ายเพื่อนตะวันออกวาระเปลี่ยนตะวันออกครบทุกประเด็นแล้ว”